กลยุทธ์การตัดใจเพื่อความอยู่รอด ถอดแนวคิด Ryanair ในการโยกย้ายทรัพยากรหนีวิกฤตต้นทุนเฟ้อ

มีปริศนาทางยุทธศาสตร์ข้อหนึ่งที่ นักบริหารและสตาร์ทอัพทุกคน ควรใช้เตือนสติในการดำเนินงาน นั่นคือ "ถ้าหากเม็ดเงินที่ต้องจ่ายสูงกว่าผลตอบแทน" ที่จะขับเคลื่อนบริษัทไปข้างหน้า เราจะยอมเสียเวลาและทรัพยากรไปเพื่ออะไร?

ประโยคนี้อาจดูเหมือนเข้าใจได้ง่ายในทางทฤษฎี แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริงในภาคธุรกิจกลับทำได้ยากมาก เนื่องจากมักจะมีเรื่องของความผูกพันเชิงโครงสร้าง กับทำเลที่ตั้ง สัญญากรรมสิทธิ์ระยะยาว หรือ สภาวะการโดนผูกขาดทางการค้า ที่เราคิดว่าตนเองเป็นรองและไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินใหม่

อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่แห่งวงการบินโลว์คอสต์ สัญชาติไอร์แลนด์อย่างสายการบิน Ryanair เพิ่งจะแสดงบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ให้เห็นว่า ไม่มีทำเลทองยุทธศาสตร์ใดๆ ที่จะ "มีความสำคัญมากเกินไป" จนทำให้โครงสร้างธุรกิจที่มีการบริหารต้นทุนอย่างเด็ดขาด ต้องยอมก้มหน้าแบกรับค่าใช้จ่ายที่ไร้ประสิทธิภาพต่อไป

จากการรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดในปัจจุบัน ทาง Ryanair ได้สร้างความตกตะลึงด้วยการประกาศอย่างเป็นทางการว่า มีแผนการที่จะยุติการดำเนินงานและการประจำการของฝูงบิน จำนวนทั้งหมด 7 การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ลำ ณ สนามบิน Berlin Brandenburg โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ร่วมกับการลดจำนวนเส้นทางการบินในน่านน้ำ ของเมืองเบอร์ลินลงเกือบ 50% เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางการบริหารทรัพยากรใหม่

หากมองอย่างผิวเผินเหตุการณ์นี้อาจดูเหมือนการปรับเปลี่ยนตารางบินทั่วไป ที่เกิดขึ้นเป็นประจำตามฤดูกาลของการท่องเที่ยว แต่สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ นี่คือสัญญาณเตือนภัยขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้มีนัยสำคัญเพียงแค่ในแง่โลจิสติกส์เท่านั้น หากแต่เป็นกรณีศึกษาและบทเรียนอันล้ำค่า ความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายภาครัฐ โครงสร้างต้นทุน และ กระบวนการตัดสินใจเลือกทางเดินขององค์กร ที่ ทุกคนในโลกของการทำธุรกิจจำเป็นต้องศึกษาอย่างจริงจัง

เพื่อที่จะทำความเข้าใจในกลยุทธ์การถอยของไรอันแอร์อย่างลึกซึ้ง เราต้องย้อนกลับไปมองสิ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาจากฝั่งเยอรมนี พบว่าทางสนามบินเบอร์ลินได้ดำเนินนโยบายที่ขัดต่อหลักการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับขึ้นค่าบริการการใช้พื้นที่และรันเวย์สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ และยังมีแผนการที่จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก 10% ในช่วงระหว่างปี 2027 ถึง 2029 ที่กำลังจะมาถึง

ประกอบกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตการบินของทางส่วนกลาง ก็ถูกยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างภาระต้นทุนคงที่ให้กับสายการบินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในส่วนของค่าธรรมเนียมการรักษาความปลอดภัยก็เตรียมปรับขึ้น ที่จะปรับตัวขึ้นเป็นเท่าตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมไปถึงค่าบริการจัดการวิทยุการบิน ที่ขยับราคาเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าอย่างน่าใจหาย

เมื่อองค์ประกอบด้านค่าใช้จ่ายทุกส่วนพร้อมใจกันพุ่งสูงขึ้น ผลกระทบที่ตามมาจึงเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของตลาด นั่นคือ สถิติจำนวนผู้โดยสารรวมของสนามบินเบอร์ลิน ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยรองรับสัญจรสูงสุดในยุคก่อน ลดต่ำลงมาอยู่ในระดับวิกฤตที่น้อยลงอย่างมาก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดที่สูงมาก ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดในสถานการณ์นี้คือ ทั้งที่ตัวเลขทางสถิติเตือนภัยล่วงหน้าอย่างเด่นชัดแล้ว ทว่ากลุ่มผู้กุมอำนาจกลับยังคงดันทุรังที่จะ "เดินหน้าขึ้นราคาต่อไปอย่างไม่สนใจโลก" แทนที่จะเลือกใช้วิธีลดค่าบริการหรือสร้างมาตรการจูงใจ

ตามหลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจระดับสากล มีกฎพื้นฐานข้อหนึ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นว่า สินค้าที่มีราคาสูงขึ้นโดยไม่มีคุณค่าเพิ่ม ย่อมทำให้ผู้ซื้อหนีหาย กล่าวคือเมื่อคุณตัดสินใจยกระดับราคาให้สูงขึ้น ความต้องการซื้อและการเข้าใช้บริการของกลุ่มลูกค้าก็จะยิ่งดิ่งลงตามไปด้วย

หากแต่ความตื้นเขินในการวางแผนของภาครัฐเยอรมนี ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของกลไกราคาตามตำราเรียนทั่วไป หากแต่มันคือความสับสนและการหลงระเริงในอำนาจ "อำนาจในการผูกขาดตลาดในระยะสั้น" กับ "ความอยู่รอดและความยั่งยืนในระยะยาวของระบบนิเวศธุรกิจ"

ผู้บริหารสนามบินเบอร์ลินอาจจะมีความเชื่อมั่น ว่าตนเองถืออำนาจต่อรองที่เหนือกว่าสายการบิน เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ แต่ในโลกการค้ายุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและระบบโลจิสติกส์ยืดหยุ่นสูง สายการบินสามารถตัดสินใจโยกย้ายฝูงบินจำนวนหลายลำ ข้ามประเทศข้ามภูมิภาคได้ภายในระยะเวลาเพียงฤดูกาลเดียว ส่งผลให้อำนาจต่อรองที่เคยคิดว่ามั่นคงนั้นพังทลายลงอย่างง่ายดาย

เรื่องนี้สามารถเปรียบเทียบได้เห็นภาพชัดเจนกับ ผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ในทำเลทอง ที่คอยแต่จะรีดไถและยกระดับค่าบริการรายเดือนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่สนใจเลยว่าคู่ค้าจะสามารถทำกำไรและอยู่รอดได้หรือไม่ จนวันหนึ่งเมื่อแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้เช่าหลักตัดสินใจ ถอนตัวออกไปแสวงหาพันธมิตรใหม่ในดินแดนที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ต่อให้เจ้าของพื้นที่อยากจะลดราคาลงมา สิ่งที่น่าเศร้าคือเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว

ในมุมมองของบุคคลภายนอกหรือผู้ที่ไม่เข้าใจกลยุทธ์ นี่คือการยอมจำนนและการเสียส่วนแบ่งทางการตลาดของไรอันแอร์ แต่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินกลับมองว่า สิ่งนี้คือกรณีศึกษาที่สมบูรณ์แบบในเรื่องของ "การจัดสรรพอร์ตโฟลิโอทรัพยากรอย่างชาญฉลาด"

ระบบการทำงานของ Ryanair ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุและผล ด้วยการคาดเดาหรือใช้อารมณ์ความรู้สึกเหนือเหตุผล หากแต่พวกเขามีซอฟต์แวร์และทีมงานที่คอยตรวจสอบค่าใช้จ่าย ต่อหัวผู้โดยสารในแต่ละเส้นทางอย่างละเอียดและแม่นยำ และเมื่อใดก็ตามที่ผลลัพธ์เชิงตัวเลขระบุชัดเจนว่า ไม่มีตัวเลขที่สามารถสร้างส่วนต่างกำไรที่ปลอดภัยได้อีกแล้ว คำตอบของผู้บริหารจึงไม่ใช่การเสียเวลาเปิดโต๊ะเจรจา แต่คือการสั่งเคลื่อนย้ายและจัดสรรทรัพยากรไปสู่ทำเลใหม่ที่ดีกว่าทันที

ซึ่งผลลัพธ์คือพวกเขาสามารถตั้งเป้าทะยานยอดผู้โดยสารไปสู่ระดับ 216 ล้านคนในปี 2026 ซึ่งถือเป็นสถิติที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงจากจำนวน 149 ล้านคนในปี 2019 และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังประกาศเปิดรับสมัครพนักงาน เพิ่มเติมอีกหลายร้อยอัตราในพื้นที่ลอนดอนสแตนสเตดและโปแลนด์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ทรัพยากรและเงินทุนไม่ได้สูญหายไปไหน หากแต่พวกมันแค่ย้ายที่อยู่เพื่อไปทำกำไรในทำเลที่มีความเหมาะสมมากกว่าเดิม

ในสังคมการค้าแถบเอเชียเรามักจะถูกหล่อหลอมและปลูกฝังความเชื่อ เรามักจะให้คุณค่ากับคำว่า "ความอดทน" และการฝ่าฟันอุปสรรค แต่ในโลกของความเป็นจริงทางพาณิชย์ที่มีความผันผวนสูง การฝืนทนอยู่ต่อในสภาพแวดล้อมที่ระบายผลประโยชน์ออกฝ่ายเดียว ไม่ได้เป็นเครื่องหมายของความจงรักภักดีหรือความเก่งกาจใดๆ มากกว่าที่จะเป็นคุณสมบัติที่น่าชื่นชม

ดังที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ryanair คุณ Eddie Wilson ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนและสั้นกระชับว่า "พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว" เนื่องจากระบบไม่สามารถยอมรับการปรับขึ้นราคาซ้ำซ้อนบนฐานค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วได้อีก พร้อมทั้งให้ความเห็นเชิงวิเคราะห์ว่าการจัดเก็บภาษีของภาครัฐมีความบกพร่อง โดยชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะพวกเขาได้สั่งปิดศูนย์ปฏิบัติการ ในทำเลสำคัญๆ ของเยอรมนีไปก่อนหน้านี้หลายแห่งแล้ว ซึ่งรวมเป็นการสูญเสียกำลังรบฝูงบินรวมถึง 13 ลำออกจากเยอรมนี หัวใจสำคัญที่ผู้บริหารห้ามมองข้ามคือ: การพยายามรักษาความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนที่จ้องแต่จะเอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช่การแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพหรือความซื่อสัตย์ หากแต่มันคือการหยิบยื่นความตายและความหายนะให้กับบริษัทของคุณเองอย่างช้าๆ

ประเด็นทางบัญชีที่เปี่ยมไปด้วยข้อคิดจากเหตุการณ์นี้คือ วิกฤตการณ์ทางการเงินไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเลขที่กระโดดขึ้นมาในทันที หากแต่เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละขั้นตอนอย่างช้าๆ โดยเริ่มจากการปรับขึ้นภาษีทีละสิบเปอร์เซ็นต์ ต่อด้วยการเพิ่มราคาค่าบริการรายทาง ซึ่งหากเราพิจารณาแยกส่วนในแต่ละครั้งย่อมรู้สึกว่าเป็นตัวเลขที่ ธุรกิจยังมีความสามารถในการเจียดงบประมาณมาจ่ายได้ แต่ทันทีที่สิ้นสุดไตรมาสแล้วเปิดดูงบการเงินในภาพมหภาค กลับพบว่าโครงสร้างต้นทุนรวมพุ่งทะยานสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ในแวดวงนักบัญชีและที่ปรึกษาองค์กร มีคำจำกัดความเรียกพฤติกรรมนี้อย่างน่าสนใจว่า "การกัดกร่อนของผลกำไรแบบสะสม (Profit Erosion)" ซึ่งนับว่าเป็นภัยคุกคามที่มีความน่ากลัวและอันตรายยิ่งกว่า ภาวะวิกฤตเฉียบพลันที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกทันที เนื่องจากมันจะไม่ทำให้ระบบพังพินาศลงในวันเดียว ทำให้กลุ่มผู้บริหารมักจะหลงกลและเลือกที่จะแก้ไขปัญหา สัญญารายทางไปทีละครั้งโดยหลงลืมการตรวจสอบภาพใหญ่ จนกระทั่งวันหนึ่งที่อัตราการทำกำไรของบริษัทลดลงจนเข้าสู่ภาวะขาดทุน

ดังนั้น ข้อพึงระวังสำหรับคนทำมาหากินในยุคนี้คือ จำเป็นต้องกำหนดตารางเวลาอย่างสม่ำเสมอในรอบปีเพื่อ "การทำเอ็กซเรย์ค่าใช้จ่ายและงบประมาณทั้งระบบ" อย่ามองและประเมินเพียงแค่ว่าตัวเลขบัญชีในเดือนนี้ มีผลกำไรหรือขาดทุนเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่เท่านั้น แต่จงลงลึกไปถึงแก่นแท้ด้วยการตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า "หากเปรียบเทียบสัดส่วนต้นทุนย้อนหลังแล้ว เรากำลังจ่ายเงินแพงขึ้นโดยไม่จำเป็นอยู่หรือไม่?"

หนึ่งในอาวุธลับและจุดแข็งที่ทรงพลังที่สุดของสายการบิน Ryanair คือการออกแบบโครงสร้างองค์กรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความยืดหยุ่น พวกเขามีการวางแผนมาเพื่อให้ระบบสามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการเลือกใช้เครื่องบิน ที่เป็นพิมพ์เขียวเดียวกันอย่างเครื่องบินตระกูล Boeing 737 ซึ่งการกำหนดมาตรฐานร่วม (Standardization) ในรูปแบบนี้ช่วยให้ ทำให้นักบิน ทีมวิศวกร และลูกเรือทุกคนในระบบ สามารถย้ายไปสลับสับเปลี่ยนหน้าที่ตามศูนย์บินต่างๆ ได้ทันที ได้ในทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและงบประมาณ สถาปัตยกรรมทางธุรกิจนี้จึงเอื้อประโยชน์ในด้านการปรับตัวอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ตัวเลขผลประกอบการในเบอร์ลินเริ่มส่งสัญญาณลบ ทีมบริหารจึงสามารถประกาศมาตรการและเริ่มกระบวนการ กระบวนการโยกย้ายกำลังพลและทรัพย์สินได้ในทันที โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเลิกจ้างพนักงานโดยไม่สมัครใจเลย เพราะบุคลากรทุกคนจะได้รับทางเลือกในการโอนย้าย ไปทำหน้าที่ในศูนย์การบินสาขาอื่นที่มีสถิติผลกำไรที่ดีกว่า

หากหันกลับมามองบริษัทแบบดั้งเดิมที่มีโครงสร้างไร้ความยืดหยุ่น ที่ทรัพยากรและระบบงานส่วนใหญ่ถูกผูกติดอยู่กับ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ สัญญาท้องถิ่น หรือระบบงานที่ล้าสมัย ทำให้ทันทีที่เกิดสภาวะพลิกผันในแง่ของกฎหมายหรือพฤติกรรมลูกค้า องค์กรประเภทนี้ก็มักจะก้าวตามไม่ทันและตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *